phone 02-1171516    jingathailand
เจ็บหน้าอกแบบใด เป็นสัญญาณเตือนของมัจจุราชโรคหัวใจ

ขอบคุณข้อมูลจาก : นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์
อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
การสวนหลอดเลือดหัวใจทางข้อมือ
โรงพยาบาลเวชธานี
ข้อมูลจาก : SpokeDark.TV

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทุกครั้งที่มีคนบ่นว่า เจ็บหน้าอก หลายคนจะนึกถึง โรคหัวใจ

แต่น้อยคนนักที่จะนึกต่อได้ว่าเกิดสถานการณ์วิกฤติเข้าแล้ว

และต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

อันที่จริงสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นไปได้หลายประการ แต่ความเป็นไปได้ที่ร้ายแรงที่สุด

คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack)

หรือที่เรียกกันว่า หัวใจวาย นั่นเอง

แต่จะรู้ได้อย่างไร ว่าเจ็บหน้าอกแบบใด เป็นสัญญาณเตือนว่าเป็นโรคหัวใจ?

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็น 1 ใน 3 สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุด

ใกล้เคียงกับการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และโรคมะเร็ง

แม้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจะสูง

แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดอาการแล้ว ผู้ป่วยจะต้องเสียชีวิตเสมอไป

สิ่งที่จะ “ชี้เป็นชี้ตาย” ในสถานการณ์วิกฤตนี้คือผู้ป่วยถึงมือแพทย์ได้เร็วเพียงใด

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและการสวนหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า

หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย หากเกิดแบบเฉียบพลัน เรียกว่า “Heart Attack”

เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอต่อความต้องการของหัวใจในขณะนั้น

ทำกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายจากการขาดเลือด ไม่มีแรงบีบตัว

หัวใจจึงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะตามมา

ผู้ป่วยอาจหายใจติดขัดและหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาภายใน 4-5 นาที หัวใจจะหยุดเต้น และเสียชีวิต

ส่งผลให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้สมองตาย กลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ตามมา

รู้จักกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน

และมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) เกิดการอุดตันอย่างฉับพลัน

จนไม่สามารถส่งผ่านเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจได้ กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนจะเริ่มตาย

หากไม่รีบเปิดทางเดินของหลอดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจจะถูกทำลายมากขึ้น และหัวใจก็จะหยุดทำงานในที่สุด

ในขั้นเริ่มแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลอดเลือดหัวใจตีบลงมากขึ้น

ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเมื่อออกแรง ออกกำลังกาย หรือทำอะไรรีบๆ

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลำเลียงเลือดไปยังส่วนต่างๆ ให้เพียงพอนั่นเอง

อาการบอกเหตุของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย

ที่สามารถสังเกตได้ มีดังนี้

– เจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนักๆ มากดทับ

– จุกแน่นหรือแสบบริเวณลิ้นปี่

– หายใจสั้น หอบ

– อาจมีอาการเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม

– เหงื่อออกท่วมตัว

– คลื่นไส้ หน้ามืด ใจสั่น

ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 20-30 นาที

แต่ถ้าหากมีอาการอยู่ตลอดต้องถือว่าเป็นสัญญาณวิกฤติของอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

ตอนนี้ผู้ป่วยต้องรีบไปพบแพทย์ หรือเรียกรถฉุกเฉินไปโรงพยาบาลทันที
สาเหตุที่ต้องส่งผู้ป่วยให้ถึงแพทย์โดยเร็วนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อ

ทำการรักษาให้เลือดไหลกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยเร็วที่สุด

“เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อส่วนหนึ่งจะเริ่มตาย และเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตาย

แล้วก็ไม่สามารถฟื้นฟูหรือสร้างใหม่ได้

ดังนั้น ถ้าสามารถปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจมิให้ถูกทำลายได้มากโอกาสรอดชีวิตก็มีสูง”

 

สาเหตุใหญ่ที่ผู้ป่วยตัดสินใจมาโรงพยาบาลช้า

มักเกิดจากความ ไม่แน่ใจว่าใช่อาการเตือนของโรคหัวใจหรือไม่ หรือคิดว่าเป็นโรคอื่น

ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ

แพทย์อาจจะแนะนำการตรวจได้หลายวิธี ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลัง

เช่น การเดินสายพาน, การตรวจภาพหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง

(echocardiogram), การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (multislice CT scan),

การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (cardiac MRI)

ในกรณีที่มีอาการมากแพทย์อาจจะตรวจเลือดว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่

หรืออาจจะทำการตรวจสวนหัวใจ (coronary angiography – CAG) เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

ถ้าหากผลการตรวจพบว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะแนะนำการรักษา

ซึ่งอาจจะแตกต่างไปในแต่ละบุคคลขึ้นกับความรุนแรงของโรคที่ตรวจพบ, สุขภาพผู้ป่วย

แพทย์อาจจะแนะนำให้กินยา เช่น ยาป้องกันเกร็ดเลือดจับตัว ยาลดไขมันในเลือด ยาขยายหลอดเลือด

ยาลดการบีบตัวของหัวใจ เพื่อลดการทำงานของหัวใจ และลดการใช้ออกซิเจน เป็นต้น

หรือแพทย์อาจจะแนะนำให้รับการรักษาขยายหลอดเลือดหัวใจโดยการถ่างขยายด้วยลูกโป่ง

หรือ บอลลูน (Percutaneous coronary intervention – PCI)

และหรือแนะนำการรักษาโดยการผ่าตัดต่อทางเบี่ยงเส้นเลือด

หรือ บายพาสหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass surgery – CABG) ในกรณีที่จำเป็น
หลักการสำคัญในการรักษาผู้ป่วย Heart Attack คือ

ความรวดเร็วในการได้รับการรักษา ยิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นเท่านั้น

เนื่องจากผู้ป่วย Heart Attack มีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า 50%

ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่า 50%

ดังนั้นการใช้รถ Mobile CCU จะช่วยทำให้การปฏิบัติการกู้ชีพมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

เนื่องจากในรถ Mobile CCU จะมีแพทย์โรคหัวใจและเครื่องมือพิเศษที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจ

ไปกับรถด้วย และมีการประสานงานระหว่างรถ Mobile CCU กับทีมแพทย์ที่โรงพยาบาล

เพื่อเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์พร้อมให้การรักษาขั้นสูงทันทีเมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

yaklai.com