phone 02-1171516    jingathailand
20 วิธีป้องกันโรคมะเร็งที่ควรรู้ !


ตัดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของคุณออกไป!
ข่าวดีคือ คุณจะไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเลย หากคุณมีสุขภาพที่ดี มีวิธีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง

     

     หากคุณสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในชีวิตประจำวันของคุณได้ นั่นก็หมายถึงคุณสามารถป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดของโรคมะเร็งได้แล้วมากกว่า 70%

     ศาสตราจารย์ Thomas A. Sellers, ผู้อำนวยการศูนย์การป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง Moffitt เมือง Tampa (Florida, USA) กล่าวว่า การเลือกรับประทานอาหาร, การออกกำลังกาย, และการหลีกเลี่ยงบริโภคผลิตภัณฑ์ประเภทบุหรี่ หรือยาสูบ เป็นมาตรฐานหลักอย่างแรกของการป้องกันโรคมะเร็ง แต่ในปัจจุบันได้มีการวิจัย ซึ่งค้นพบและชี้ให้เห็นถึงข้อควรปฏิบัติต่างๆอีกหลายวิธี ที่น่าสนใจ เพื่อป้องกันโรคมะเร็งในชีวิตประจำวันของคุณได้ ลองกลยุทธ์ใหม่ๆเหล่านี้แล้วความเสี่ยงของโรคมะเร็งจะลดลงยิ่งขึ้นไป

 

  1. กรองน้ำประปาหรือน้ำก๊อกก่อนดื่ม
         
    คุณสามารถลดภาวะเสี่ยงต่อการรับสารก่อมะเร็งต่างๆที่เจือปนในน้ำดื่มได้โดยการกรอง โดยวิธีนี้จะสามารถป้องกันสารเคมีต่างๆที่เจือปนในน้ำซึ่งผลต่อระบบฮอร์โมนในร่างกายของคุณได้อีกด้วย รายงานล่าสุดจากประธานคณะกรรมการสถาบันมะเร็งเกี่ยวกับวิธีการลดการสัมผัสกับสารก่อมะเร็งว่า “การกรองน้ำประปาที่บ้านดื่ม มีความปลอดภัยกว่าการเลือกบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดที่ด้อยคุณภาพบางประเภท” 
    ที่สำคัญอีกอย่างคือ การเลือกเก็บน้ำในภาชนะประเภท สแตนเลสหรือแก้ว จะสามารถหลีกเลี่ยงสารปนเปื้อนหรือสารเคมี ได้ดีกว่าภาชะประเภทพลาสติก  เช่นสาร BPA เป็นต้น.  (แหล่งที่มาของข้อมูล; โดยคณะกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเลือกจากรายงานทางเลือกของผู้บริโภคสำหรับเลือกตัวกรองน้ำ Culligan, Pur แนวตั้งและ Brita OPFF-100)


2. ลดการใช้พลังงานก๊าซ
     สำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการสถาบันมะเร็งกล่าวว่า การสัมผัสหรือสูดดมควันพิษหรือก๊าซ (Benzene) ที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ของพลังงานขับเคลื่อนรถยนต์ของคุณที่ปนอยู่ในอากาศนั้น  ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ทั้งนี้เพราะควันพิษหรือก๊าซเหล่านั้น ก็เป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังและมะเร็งปอดได้ 


3. หมักเนื้อก่อนที่จะย่าง
     ในกระบวนการแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภค ได้แก่ การปิ้งย่างนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดยการปิ้ง-ย่างทำให้เกิดสาร Heterocyclic  amines (เกิดขึ้นเมื่อเนื้อโดนเผาไหม้ด้วยอุณหภูมิสูง) และสารไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons ) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อใช้ถ่านย่าง – “ ข้อเสนอแนะที่ว่าควรการตัดชิ้นเนื้อที่ไหม้เกรียมออกก่อนบริโภคสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้ เป็นเหตุเป็นผลที่สามารถพิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์” กล่าวโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ Cheryl Lyn Walker  ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง, ประจำสถาบัน Anderson มหาวิทยาลัยเท็กซัส. 
ถ้าคุณเลือกที่จะปรุงอาหารโดยการปิ้ง-ย่าง สามารถเพิ่มโรสแมรี่และโหระพาในการหมักเนื้อสัตว์อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะปรุงอาหาร เพราะเครื่องเทศเหล่านี้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระโดยสามารถต้าน Carcinogenic heterocyclic amines (HCAs.) ได้ถึง 87 %


4. บริโภคคาเฟอีนทุกวัน
     ในปี 2010 นักวิจัยชาวอังกฤษพบว่า กลุ่มคนที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ (ที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน) เมื่อดื่ม 5 แก้ว/ต่อวัน ขึ้นไป พบว่ามีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสมองลดลงถึง 40 % เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ดื่มน้อยกว่าปริมาณดังกล่าว เช่นเดียวกัน การดื่มกาแฟ ในปริมาณ 5 ถ้วยวัน ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในช่องปากและลำคอได้
ทั้งนี้ นักวิจัยเกี่ยวกับคาเฟอีนกล่าวว่า: Decaf (กาแฟที่ถูกสกัดเอาคาเฟอีนออกไปจากเมล็ดกาแฟ ก่อนที่จะนำมาแปรรูป) ไม่มีผลหรือประสิทธิภาพเทียบเท่า และยังเชื่อว่ากาแฟนั้นเป็นเครื่องป้องกันการเกิดโรคมะเร็งที่มีศักยภาพมากกว่าชาอีกด้วย 


5. การดื่มน้ำลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูงขึ้น
     การดื่มน้ำรวมถึงของเหลวทุกประเภท (ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ)  ในปริมาณมากเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะโดยเจือจางความเข้มข้นของสารก่อให้เกิดมะเร็งในปัสสาวะและช่วยขับสารเหล่านั้นออกจากกระเพาะปัสสาวะได้เร็วขึ้น สมาคมโรคมะเร็งอเมริกันให้คำแนะนำว่าควรจะดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน


 6.เลือกรับประทานผักผลไม้สีเขียว
     พยายามเลือกรับประทานผักผลไม้ให้หลากหลาย โดยเฉพาะพวกที่มีลักษณะสีเขียวเข้ม (Chlorophyll)- ในสารสีเขียวหรือคลอโรฟิลล์นั้นอุดมไปด้วยแมกนิเชี่ยม (Magnesium) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสามารถลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ในผู้หญิงได้
     นักวิจัย วอล์กเกอร์ กล่าวว่า "แมกนีเซียมมีผลต่อการส่งสัญญาณในเซลล์  โดยป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติในกระบวนการแบ่งเซลล์ หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม.  ผักขมสุกเพียงแค่ 1/2 ถ้วยสามารถให้แมกนีเซียมถึง 75 mg-หรือ 20% ของสารอาหารต่อวัน


7. เลือกรับประทานถั่วบราซิล
     ถั่วบราซิลประกอบไปด้วยซีลีเนียมสูง (Selenium)- ซีลีเนียมถือเป็น สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะโดยเฉพาะในผู้หญิง จากการวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ดาร์ทเมาท์ พบว่าผู้ที่มีระดับซีลีเนียมในเลือดสูงมีอัตราที่การตายจากโรคมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง 
     นักวิจัยส่วนใหญ่พบว่าซีลีเนียมไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากสารอนุมูลอิสระแล้ว แต่ยังอาจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและยังสามารถยับยั้งเหล่าเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเนื้องอกได้อีกด้วย


8.ทำลายความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
      ออกกำลังกายระดับปานกลาง อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมได้ เช่นเดินเร็ว 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมได้ถึง 18%  โดยปกติแล้ว การออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงของคุณได้ โดยช่วยให้ร่างกายมีการเผาผลาญไขมันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งหากไม่มีอย่างนั้นแล้ว จะมีการกระตุ้นผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้นเอง โดยเป็นที่ทราบกันดีว่ามีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม


9. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องซัก-อบแห้ง
     ตามที่ระบุจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency หรือ EPA) ในต้นปี 2010 ได้รับรองว่า ตัวทำละลายหรือน้ำยาที่ใช้ในกระบวนการซักแห้งที่เรียกว่า PERC (ย่อมาจาก Perchlorethylene) เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็งตับ, มะเร็งไตและมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ บุคคลที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือกลุ่มคนที่สำผัสกับสารเคมีเหล่านี้โดยตรง หรือบุคคลที่ใช้เครื่องซักแห้งนั้นเป็นเวลานาน ถึงแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ให้ข้อสรุปว่า ผู้บริโภคมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างไรนั้น คุณมีทางเลือกที่จะสำผัสกับสารพิษเหล่านั้นน้อยลงได้คือเลือกซักเสื้อผ้าด้วยมือ โดยใช้สบู่อ่อนและตากให้แห้งด้วยอากาศกลางแจ้ง และสามารถใช้น้ำส้มสายชูเพื่อลบรอยเปื้อนหรือจุดด่างดำได้เช่นกัน


10. ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทรวงอกของคุณ
     คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจดูความผิดปกติของทรวงอกและความหนาแน่นของเต้านมของคุณอย่างสม่ำเสมอ ได้มีการพบว่าผู้หญิงที่ทำ Mammograms แล้วพบว่ามีความหนาแน่นของเต้านมเท่ากับหรือมากกว่า 75% ขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม 4- 5 เท่าซึ่งเปรียบเทียบแล้วสูงกว่าผู้หญิงที่มีคะแนนความหนาแน่นต่ำ ทฤษฎีบอกไว้ว่าความหนาแน่นของหน้าอกสอดคล้องกับระดับเอสโตรเจน (Estrogen) ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นที่สำคัญอย่างยิ่งในการปรับสมดุลของร่างกาย. วอล์กเกอร์ นักวิจัยกล่าวว่า "การเผาผลาญไขมันในร่างกายมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของการหลั่ง Growth factor, ระดับตัวส่งสัญญาณโปรตีนเช่น adipokines และฮอร์โมนอินซูลิน โดยปัจจัยเหล่านี้มีส่วนในกระบวนการยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็ง”


 11. จำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือ
     คุณควรใช้โทรศัพท์มือถือในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ใช้แฮนด์ฟรีเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงความถี่ต่ำที่ปล่อยจากคลื่นวิทยุด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่ายังไม่มีข้อสรุปที่หนักแน่นในการแสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสมองก็ตาม แต่ก็มีวิจัยไม่น้อยที่มีผลเชี่ยมโยงการเกิดมะเร็งเกี่ยวและการใช้โทรศัพท์ในชีวิตประจำวัน


 12. ป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้โดยการเลือกแต่งกายที่ถูกต้อง 
     นักวิทยาศาสตร์สเปนกล่าวว่า หากคุณเลือกแต่งตัวอย่างฉลาดจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้  ในงานวิจัยของพวกเขาพบว่า ผ้าสีฟ้าและสีแดงสามารถป้องกันรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ได้ดีกว่าสีขาวและสีเหลือง อย่าลืมที่จะใส่หมวกก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง.  เม็ดสีผิวเมลาโทนิน (Melanoma ) สามารถปรากฏทั่วบริเวณในร่างกาย จะถูกระตุ้นและเกิดขึ้นมากเมื่อโดนแสงอาทิตย์ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย North Carolina ที่ Chapel Hill พบว่าผู้ที่มีเมลาโทนินสูงบริเวณ บนหนังศีรษะหรือคอ ตายที่มากกว่าเกือบสองเท่าของอัตราของคนที่เป็นมะเร็งในพื้นที่อื่น ๆ ของร่างกาย


13. เลือกปรึกษาผู้เชียวชาญที่มากด้วยประสบการณ์ 
     การศึกษาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย- ซานฟรานซิสโก พบว่าแพทย์ที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 25 ปีมีความแม่นยำในการอ่านผล mammograms มากกว่า จึงถือได้ว่าความเชี่ยวชาญของแพทย์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการวินิจฉัยและการป้องกันการเกิดมะเร็ง เพราะฉะนั้น เพื่อความถูกต้องแม่นยำในการอ่านผลตรวจและวินิจฉัยโรค ก็ไม่ใช่สิ่งผิดเลยหากคุณเลือกที่จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากกว่าหนึ่งท่าน


14. กินอาหารที่สะอาดถูกหลักอนามัย
     ประธานองค์การป้องกันมะเร็งประกาศแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อซื้อเนื้อสัตว์ ที่ปลอดจากสารปฏิชีวนะและฮอร์โมน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นที่น่าสงสัยว่าจะมีส่วนก่อให้เกิดปัญหาต่อมไร้ท่อรวมทั้งโรคมะเร็งอีกด้วย  นอกจากนี้รายงานยังมีข้อแนะนำคือคุณควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารกำจัดศัตรูพืชหรือพืชผักที่ปลูกเองเพื่อหลีกเลี่ยง สารตกค้างต่างๆ รวมทั้งจำเป็นจะต้องล้างพืชผักทุกครั้งก่อนบริโภค (อาหารที่มีสารยาฆ่าแมลงมากที่สุดได้แก่ คื่นฉ่าย , พีช, สตรอเบอร์รี่, แอปเปิ้ล และ บลูเบอร์รี่.  และเราพบว่า สารก่อมะเร็งกว่า 40 ชนิดที่เป็นที่รู้จักพบในยาฆ่าแมลง ฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณควรที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยการบริโภคสิ่งเหล่านั้น


 15. อ่านฉลากก่อนบริโภคเพื่อมองหาส่วนประกอบของกรดโฟลิค (Folic acid)
     วิตามินบีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิงที่เตรียมหรือกำลังตั้งครรภ์ โดยสามารถป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องของเด็กในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่สิ่งนี้ก็เป็นเหมือนดาบสองคมเพราะอาจเป็นสาเหตุเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้เช่นกัน การบริโภควิตามิน ในรูปแบบสังเคราะห์ มากเกินไป (ไม่ใช่โฟเลต (Folate) ที่พบในธรรมชาติเช่นในผักใบเขียว, น้ำส้ม, และอาหารอื่น ๆ) อาจมีผลเชื่อมโยงต่อการเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่-มะเร็งปอดและมะเร็งต่อมลูกหมากที่สูงขึ้น คุณควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนเลือกรับประทานอาหารเสริมใดๆ
     จากการศึกษา ล่าสุดพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทกรดโฟลิค เลือกกินในปริมาณมากกว่า 400 mcg ต่อวัน หรือเกิน 1,000 mcgต่อวัน (วิตามินดีและแคลเซียมเป็นต้น) นี่อาจจะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดของคุณหรือโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เตรียมหรือกำลังตั้งครรภ์


16. เพิ่มปริมาณการบริโภคแคลเซียมของคุณในแต่ละวัน
     การดื่มนมอาจช่วยป้องกันคุณจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้.  ดาร์ทเมาท์ แพทย์นักวิจัยพบว่า ในบรรดาผู้ที่ทานแคลเซียมต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปี มีอัตราการลดการพัฒนามะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง 36 % (การศึกษาตลอดระยะเวลา 5 ปี พวกเขาติดตามกลุ่มผู้ทดลอง 822 คนที่รับประทานแคลเซียมต่อเนื่องในปริมาณ 1,200 mg ต่อวัน หรือเปรียบเทียบกลุ่มยาหลอก). นอกเหนือจากนั้นคุณยังสมารถเพิ่มปริมาณแคลเซียมได้จากโยเกิต (ในปริมาณเทียบเท่า 8 ounce ต่อวัน) และ ชีสไขมันต่ำ (ในปริมาณเทียบเท่า 2-3 ounce ต่อวัน)


17. เลือกรับประทานธัญพืชที่ถูกประเภท
     เป็นที่ทราบกันดีว่าแป้งข้าวสาลีดีกว่าขนมปังขาวทั่วๆไป  จากการศึกษาของโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาดเกี่ยวข้องกับผู้หญิง จำนวน 38,000 คน – พบว่าหญิงที่กินอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้การเพิ่มน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็ว อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่-ทวาร มากกว่าผู้หญิงที่กินอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำ              ปัญหากินอาหารส่วนใหญ่มาจากแป้งขาว, ขนมปังขาว, มันฝรั่ง, พาสต้า , และขนมอบหวาน อาหารที่ปริมาณน้ำตาลต่ำได้แก่ อาหารประเภทเส้นใย


18. ใส่ใจกับความเจ็บปวดต่างๆ
     หากคุณกำลังประสบการเกี่ยวกับท้องอืด ปวดบริเวณช่องท้อง หรือภาวะเร่งด่วนเกี่ยวกับการขับปัสสาวะจนต้องแพทย์ อาการเหล่านี้อาจส่งสัญญาณเกี่ยวกับมะเร็งรังไข่โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีอาการอย่างรุนแรงและบ่อยครั้ง
     ผู้หญิงและแพทย์ส่วนใหญ่มักจะละเลยอาการเหล่านี้  หากคุณให้ความสำคัญและสามารถจัดการกับมะเร็งก่อนการแพร่กระจายออกนอกรังไข่ได้แล้วนั้น, อัตราการรอดตายจากมะเร็งรังไข่จะเพิ่มขึ้นกว่า 90-95%

19. หลีกเลี่ยงการทำสแกนโดยที่ไม่จำเป็น
     “CT สแกนเป็นเครื่องมือวินิจฉัยที่ดีเยี่ยม แต่การทำแสกนประเภทนี้ให้รังสีมากเกินจำเป็นและแรงเกินกว่ารังสีจากการ X-ray” นายแพทย์บาร์ตันคาเม , PhD, หัวหน้าสมาคมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองกล่าว ในความเป็นจริงหนึ่งในสามของนักวิจัยแนะนำว่า CT สแกนอาจจะไม่จำเป็นซะทีเดียว เนื่องปริมาณของรังสีจาก CT แสกนสามารถกระตุ้นการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ หากคุณต้องพบเห็นแพทย์หลายท่าน คุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทำแสกนซ้ำ แต่อาจสามารถทำการทดสอบอื่นๆแทน เช่นอัลตราซาวนด์ หรือ MRI เป็นต้น


20. ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมตามเกณฑ์
     สถิติจากสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่า 20% ของกลุ่มผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด (เพศหญิง) และ 14 % (เพศชาย) มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน 
*** (น้ำหนักเกินหมายถึง ดัชนีมวลของร่างกาย (BMI) อยู่ระหว่าง 25 และ 29.9; อ้วนหมายถึง ดัชนีมวลของร่างกาย (BMI) เท่ากับหรือมากกว่า 30) ***
     นอกจากนี้ การลดน้ำหนักจะมีผลต่อการผลิตของฮอร์โมนเพศหญิงของร่างกายที่ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม,  มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, และมะเร็งรังไข่.   ถึงแม้ว่าในทางเทคนิคแล้ว หากคุณไม่ได้มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน แต่การเพิ่มน้ำหนักเกิน 10 ปอนด์ขึ้นไป หลังจากอายุ 30 จะเพิ่มความเสี่ยงของเกิดมะเร็งเต้านม, มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งอื่น ๆได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก :  absolute-health.org, www.ecepost.com